กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

โดย ธนัญชนก แก้วทุ่น

กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร 28/12/2010

     

กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

              อาณาจักรธนบุรี เป็นอาณาจักรของคนไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2310 – 2325 มีพระมหากษัตริย์ปกครองเพียงพระองค์เดียว คือ พระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ภายหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปพร้อมกับการปล้นกรุงศรีอยุธยาของกองทัพพม่า ทว่า ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน  



 

การล่มสลาย 11/01/2011

การล่มสลายของกรุงธนบุรี

              ช่วงปลายรัชกาล เกิดการรัฐประหารแย่งชิงบัลลังก์จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี     เจ้าพระยาจักรีทราบข่าวก็รีบกลับมายังพระนคร เมื่อสืบสวนเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ข้าราชการก็ฟ้องร้องว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นเหตุ เนื่องจากทรงมีสติฟั่นเฟือน ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2325 เจ้าพระยาจักรีจึงเข้าควบคุมสถานการณ์ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

 

 

 

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ 09/01/2011

 

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

              ในสมัยธนบุรีประเทศไทยมีการติดต่อกับประเทศตะวันตก ดังนี้
                    1. ฮอลันดา ใน พ.ศ. 2313 ฮอลันดาจากเมืองปัตตาเวีย (จาการ์ตา) ซึ่งเป็นสถานีการค้าของฮอลันดา และแขกเมืองตรังกานูได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อถวายปืนคาบศิลา จำนวน 2,200 กระบอก และถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองด้วย
                    2. อังกฤษ ใน พ.ศ.2319 กัปตันฟรานซิส ไลท์ ได้นำปืนนกสับ จำนวน 1,400 กระบอกและสิ่งของอื่นๆ เข้ามาถวายเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธไมตรี
                    3. โปรตุเกส ใน พ.ศ. 2322 แขกมัวร์จากเมืองสุรัต ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส นำสินค้าเข้ามาค้าขายในกรุงธนบุรี และไทยได้ส่งสำเภาหลวงไปค้าขายยังประเทศอินเดีย

                   4. จีน เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว จึงได้รับความเคารพบูชาอย่างยิ่งโดยเฉพาะจากคนไทยเชื้อสายจีน มีการเรียกพระนามตามภาษาจีนแต้จิ๋วว่า แต่อ่วงกง หมายถึง กษัตริย์ชาวแต้จิ๋วที่ได้รับการเคารพบูชา

 

เศรษฐกิจ การศึกษา การคมนาคม

 

 

เศรษกิจ การศึกษา การคมนาคม

เศรษฐกิจ          

          สภาพบ้านเมืองหลังจากเสียกรุง ทำให้สภาพเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก มีประมาณครึ่งราชอาณาเขตครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีมณฑลกรุงเทพฯ มณฑลอยุธยา มณฑลราชบุรี มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ มณฑลปราจีน และมณฑลจันทบุรี ครั้งนั้นมีมณฑลจันทบุรีเพียงมณฑลเดียวที่นับว่าปกติ ส่วนมณฑลที่เหลือถูกพม่าย่ำยียับเยิน เป็นเมืองร้าง ขาดการทำไร่นาถึง 2 ปี ผู้คนที่เหลือจากการถูกพม่ากวาดต้อนไปต่างพากันอพยพหลบหนีแตกกระจัดพลัดพราก เที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ตามป่าดงโดยมาก ต้องทรงเกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับมาอยู่ถิ่นเดิม เมื่อผู้คนมาอยู่รวมกันมากเข้า ไม่ช้าก็เกิดการอัตคัด เสบียงอาหารไม่เพียงพอ ทรงสามารถแก้ไขความขัดข้องได้โดยปัจจุบันทันด่วน จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวสารและเครื่องนุ่งห่มในราคาสูง เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน

การศึกษา  

             สมัยกรุงธนบุรีเป็นระยะเวลาที่บ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย การฟื้นฟูการศึกษาจึงทำได้ไม่มากนัก แต่วัดก็ยังเป็นแหล่งที่ให้การศึกษาอยู่ โดยมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้นที่มีโอกาสศึกษา เพราะต้องอยู่กับพระที่วัดเรียนหนังสือและได้รับการอบรมความประพฤติ เรียนพระธรรม ภาษาบาลีสันสกฤต และศัพท์เขมร เพื่อประโยชน์ในการอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนา นอกจากนี้มีวิชาเลข เน้นมาตรา ชั่ง ตวง วัด มาตราเงินไทย และการคิดหน้าไม้ ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีวิชาช่างฝีมือสำหรับเด็กโต ส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานช่างก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ในการบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะ และสิ่งก่อสร้างภายในวัด สำหรับการเรียนวิชาชีพโดยตรงนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ใครมีอาชีพอะไรก็ถ่ายทอดวิชานั้นๆ ให้แก่ลูกหลานของตนตามสายตระกูล เช่น วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาช่างปั้น ช่างถม ช่างแกะสลัก ช่างปูนปั้น ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง ส่วนการศึกษาสำหรับเด็กหญิง จะถือตามประเพณีโบราณคือ เรียนเย็บปักถักร้อย ทำกับข้าว การจัดบ้านเรือน การฝึกอบรมมารยาทของกุลสตรี สังคมสมัยนั้นไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ จึงมีน้อยคนที่อ่านออกเขียนได้

 การคมนาคม

              ในยุคนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกเลิกความคิดแนวเก่า ที่ว่า หากถนนหนทางทางคมนาคม ดีมากแล้ว จะเป็นการอำนวยประโยชน์ให้ข้าศึกศัตรูและ พวกก่อการจลาจล แต่กลับทรงเห็นเป็นประโยชน์ในทางค้าขายมากกว่า  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนและขุดคลอง จะเห็นได้จากแนวถนนเก่าๆ ในเขตธนบุรีซึ่งมีอยู่หลายสาย ส่วนการขุดชำระคลอง มักมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ เช่น คลองท่าขาม จากนครศรีธรรมราชไปออกทะเล เป็นต้น

 

การปกครองกรุงธนบุรี

 

              

  การปกครองกรุงธนบุรี

 การปกครองในสมัยกรุงธนบุรีนั้น ยืดถือแบบการแบบกรุงศรีอยุธยา โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.การปกครองส่วนกลาง
         กรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลาง มีอัครมหาเสนาบดีตำแหน่ง ” เจ้าพระยา ” จำนวน 2 ท่าน ได้แก่

สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งในราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ในฐานะเจ้าเสนาบดีกรมมหาดไทย ผู้เป็นจะมียศเป็น “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์” หรือที่เรียกว่า “ออกญาจักรี” สมุหพระกลาโหม เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง ยศนั้นก็จะมี “เจ้าพระยามหาเสนา” หรือที่เรียกว่า “ออกญากลาโหม”  ส่วนจตุสดมภ์นั้นยังมีไว้เหมือนเดิม มีเสนาบดีตำแหน่ง ” พระยา ” จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ กรมเวียง หรือ นครบาล มีพระยายมราชทำหน้าที่ดูแล และ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในพระนคร  กรมวัง หรือ ธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาธิกรณ์ ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน  กรมคลัง หรือ โกษาธิบดี มีพระยาโกษาธิบดี ทำหน้าที่ดูแลการซื้อขายสินค้า ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลหัวเมืองฝ่ายตะวันออกด้วย  กรมนา หรือ เกษตราธิการ มีพระยาพลเทพ ทำหน้าที่ดูแลการเกษตรกรรม หรือ การประกอบอาชีพของประชากร
2.การปกครองส่วนภูมิภาค
            หัวเมืองชั้นใน จะมีผู้รั้งเมือง เป็นผู้ปกครอง จะอยู่รอบๆไม่ไกลจากราชธานี
เมืองพระยามหานคร จะแบ่งออกได้เป็น เมืองเอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง
เมืองประเทศราช คือเมืองที่จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้กรุงธนบุรี ซึ่งในขณะนั้น จะมี นครศรีธรรมราช เชียงแสน เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน ปัตตานี ไทรบุรี ตรังกานู มะริด ตะนาวศรี พทไธมาศ พนมเปญ จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง และ เวียงจันทน์ ฯลฯ

 

การสถาปนากรุงธนบุรี

การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี

     เมื่อพระยาตากกู้เอกราชได้สำเร็จได้โปรดให้ขุดพระบรมศพพระเจ้าเอกทัศขึ้นมาถวายพระเพลิงอย่างสมพระเกียรติ  ประชาชนต่างก็ยอมรับพระเจ้าตากเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  จึงได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ใน พ.ศ. 2311  และยังได้ทรงเกื้อกูลพระราชวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ที่ประชวรอยู่

     หลังจากกอบกู้เอกราชได้แล้ว  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระราชดำริว่า  กรุงศรีอยุธยามีสภาพทรุดโทรมมาก  ไม่สามารถซ่อมแซมฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมได้  ปราสาทราชมณเฑียร  วัดวาอารามพังย่อยยับ  จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างราชธานีใหม่ขึ้นที่เมืองธนบุรี  ซึ่งมีขอบเขตของราชธานีครอบคลุมสองฝั่งน้ำ  โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาตัดผ่านกลางเมือง

     สาเหตุที่ย้ายเมืองหลวงจากกรุงศรีอยุธยามาอยู่ที่กรงุธนบุรี
          (1)  กรุงศรีอยุธยาชำรุดเสียหายมาก  ไม่สามารถบูรณปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพเหมือนเดิมได้

          (2)  กำลังพลของพระองค์มีน้อย  ไม่สามารถรักษากรุงศรีอยุธยาที่เป็นเมืองใหญ่ได้
          (3)  ข้าศึกรู้ทิศทางที่จะมาตีกรุงศรีอยุธยาดีแล้ว
          (4)  กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ไกลจากปากแม่น้ำมากเกินไป ไม่สะดวกต่อการติดต่อค้าขายกับต่างชาติที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ     สาเหตุที่ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง
          (1)  กรุงธนบุรีเป็นเมืองเล็ก  เหมาะต่อการป้องกันรักษา
          (2)  กรุงธนบุรีตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำ  ทำให้สะดวกต่อการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ  และการควบคุมการลำเลียงเสบียงอาหาร
          (3)  กรุงธนบุรีตั้งอยู่ใกล้ทะเล  หากข้าศึกมีแต่ทัพบกไม่มีทัพเรือก็ยากที่จะชนะได้  และห ากตั้งรับไม่ไหวก็สามารถยกพลทางเรือไปตั้งรับที่จันทบุรีได้
          (4)  กรุงธนบุรีเป็นแหล่งรวมขวัญและกำลังใจของคนได้ดี  เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงศรีอยุธยา

 

พระราชประวัติพระเจ้าตากสิน 04/01/2011



พระราชประวัติพระเจ้าตากสินมหาราช

            สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  หรือ พระเจ้าตากสินมหาราช  หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4  มีพระนามเดิมว่าสิน พระราชบิดาเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว ได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นกเอี้ยง ภายหลังเป็นกรมสมเด็จเทพามาตย์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวในสมัยราชอาณาจักรกรุงธนบุรี  ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา  เมื่อวันที่ 28  ธันวาคม พ.ศ. 2310  เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน  พ.ศ. 2325 ขณะมีพระชนมพรรษาได้  48 พรรษา รวมดำรงสิริราชสมบัติ  15  ปี  มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 30 พระองค์  พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์คือ การกอบกู้เอกราชจากพม่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยา  โดยขับไล่ทหารพม่าออกจากราชอาณาจักรจนหมดสิ้น  และยังทรงทำสงครามตลอดรัชสมัยเพื่อรวบรวมแผ่นดินที่อยู่ภายใต้การปกครองของขุนศึกก๊กต่าง ๆ  ให้เป็นปึกเเผ่น  เช่นเดียวกับการขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง  นอกจากนี้พระองค์ยังมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม  ทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ  ศิลปวัฒนธรรม  วรรณกรรม  และการศึกษา